การประชุมออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในยุคนี้ และ Google Meet ก็เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มยอดนิยมที่ช่วยให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่บางครั้งสภาพแวดล้อมรอบตัวเราอาจไม่เหมาะสำหรับการประชุม เช่น มีเสียงรบกวนหรือพื้นหลังที่ไม่เรียบร้อย ฟังก์ชั่นเปลี่ยนพื้นหลังและใช้เอฟเฟกต์ภาพของ Google Meet จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้
บทความนี้จะแนะนำวิธีการเปลี่ยนพื้นหลังและใช้เอฟเฟกต์ภาพใน Google Meet ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
บนคอมพิวเตอร์:
- เข้าร่วมการประชุม Google Meet
- วางเมาส์เหนือภาพวิดีโอของตัวเอง จะมีเมนูเล็กๆ ปรากฏขึ้น
- คลิกที่ “ใช้เอฟเฟกต์ภาพ”
- เลือกแท็บ “พื้นหลัง”
- เลือกพื้นหลังที่ต้องการใช้งาน Google Meet มีพื้นหลังสำเร็จรูปให้เลือกมากมาย นอกจากนี้ยังสามารถอัปโหลดรูปภาพของตัวเองมาใช้ได้อีกด้วย
- เลือกแท็บ “ฟิลเตอร์” (เลือกได้ถ้าต้องการ)
- คลิก “เสร็จสิ้น”
บนโทรศัพท์มือถือ:
- เปิดแอป Google Meet
- เลือกการประชุมที่ต้องการเข้าร่วม
- ก่อนเข้าร่วมหรือระหว่างการประชุม แตะที่ “เอฟเฟกต์” ด้านล่างของภาพวิดีโอตัวเอง
- เลือกแท็บ “พื้นหลัง”
- เลือกพื้นหลังที่ต้องการใช้งาน หรือแตะ “อัปโหลด” เพื่ออัปโหลดรูปภาพของตัวเอง
- เลือกแท็บ “ฟิลเตอร์” (เลือกได้ถ้าต้องการ)
- แตะ “เสร็จสิ้น”
เคล็ดลับ:
- การเปลี่ยนพื้นหลังอาจใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยเฉพาะบนอุปกรณ์ที่มีสเปคต่ำ
- พื้นหลังบางแบบอาจไม่สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์บางรุ่น
- คุณสามารถใช้เอฟเฟกต์ภาพอื่นๆ นอกจากพื้นหลัง เช่น เบลอภาพหลัง ปรับแสง หรือแต่งหน้าเบาๆ
ข้อดีของการเปลี่ยนพื้นหลังและใช้เอฟเฟกต์ภาพ:
- สร้างความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ที่บ้านหรือในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม
- ปรับภาพลักษณ์ให้ดูมืออาชีพมากขึ้น
- เพิ่มความสนุกสนานและน่าสนใจให้กับการประชุม
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ฟังก์ชั่นเปลี่ยนพื้นหลังและใช้เอฟเฟกต์ภาพใน Google Meet เพื่อให้การประชุมออนไลน์ของคุณราบรื่นและน่าประทับใจยิ่งขึ้น!
เจ้าของ SME หลายคนเลือกเปิดใช้งาน Google Workspace ด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าหน้าเว็บไซต์ของ Google สมัครได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน แค่กรอกข้อมูลและผูกบัตรเครดิตก็เริ่มใช้งานได้ทันที แต่หลังจากผ่านไปสักพัก ปัญหาที่ตามมามักจะเป็นเรื่องการตั้งค่าฟีเจอร์ที่ซับซ้อน การย้ายข้อมูลอีเมลเก่าที่ไม่สมบูรณ์ หรือการติดปัญหาทางเทคนิคใน Admin
วันที่พนักงานลาออก สิ่งที่บริษัทกังวลไม่ใช่แค่การหาคนใหม่มาแทน แต่คือข้อมูลมหาศาลที่อยู่ในบัญชี Google Workspace ของพนักงานคนนั้น ทั้งอีเมลที่คุยกับลูกค้าไฟล์งานสำคัญใน Drive หรือตารางนัดหมายใน Calendar หลายบริษัทชะล่าใจเพราะคิดว่า Google เก็บข้อมูลไว้ให้ 30 วัน
การเลือกแพ็กเกจ Google Workspace ให้บริษัท มักกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหาร เพราะเมื่อดูหน้าเว็บไซต์ของ Google จะพบรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนและศัพท์ภาษาอังกฤษเต็มไปหมด หลายบริษัทเลือกแพ็กเกจ Business Starter เพราะราคาถูกที่สุด แต่เมื่อใช้งานจริงไปเพียง 6 เดือน
ลองเช็กดูเล่น ๆ ไหมว่า ในหนึ่งวัน ทีมขายหรือทีมบริการลูกค้า (CS) ของคุณเสียเวลาไปกับการนั่งจ้องหน้าจอเพื่อ “ร่างอีเมลภาษาอังกฤษ” นานแค่ไหน? หลายบริษัทที่ ecom เข้าไปดูแล พบว่าพนักงานต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันเพียงเพื่อจะเรียบเรียงประโยคให้ดูเป็นมืออาชีพ หรือพยายามแกะเนื้อหาจากอีเมลโต้ตอบภาษาอังกฤษที่ยาวเหยียดจนอ่านไม่หวาดไม่ไหว หากบริษัทคุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่
ทุกปีที่ Google จัดงาน Cloud Next คนส่วนใหญ่มักจะตามข่าวแค่ว่ามีโมเดล AI ตัวใหม่ออกมาอีกกี่ตัว และเก่งขึ้นเท่าไหร่ แต่ปีนี้ประเด็นลึกกว่านั้น เพราะ Google ประกาศชัดว่ายุคของ AI ที่ทำหน้าที่แค่ตอบคำถามกำลังจะจบ
ในยุคที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันดึงดูดความสนใจ สิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะถูกจดจำหรือถูกมองข้าม มักขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือคุณเล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน หลายคนอาจเคยเห็นเทคโนโลยี Projection Mapping หรือผลงาน Immersive & Installation ระดับโลกผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเคยได้สัมผัสประสบการณ์แสง สี เสียง
ในยุคที่ข้อมูลถาโถม (Information Overload) การหาคำตอบที่ถูกต้องจากเอกสารนับร้อยหน้าอาจใช้เวลาทั้งวัน ecom ขอเสนอหลักสูตรที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของทีมคุณไปตลอดกาล ด้วยพลังของ Grounded AI คอร์ส NotebookLM ใช้ AI ย่อยข้อมูลในองค์กร จบในคอร์สเดียว
ยกระดับการทำงานของทีมในยุค AI ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การใช้ Gemini ผู้ช่วยอัจฉริยะใน Google Workspace เพื่อลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการทำงาน ผ่านการบรรยายและการสาธิตการใช้งานจริง ช่วยให้ทีมของคุณใช้งาน Gemini ได้จริงในทุกแอปของ Google