โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ส่งผลให้รูปแบบการทำงานก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย มาดูกันว่าเทรนด์การทำงานในปี 2024 จะมีอะไรบ้างที่ควรรู้
1. การทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working)
การทำงานแบบผสมผสานเป็นรูปแบบการทำงานที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านหรือสำนักงานได้ตามความเหมาะสม ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่น บาลานซ์ชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้น
2. การทำงานจากระยะไกล (Remote Working)
การทำงานจากระยะไกลเป็นรูปแบบการทำงานที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการทำงาน ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
3. ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการทำงาน ช่วยให้งานบางประเภทสามารถทำได้อัตโนมัติ ช่วยลดภาระการทำงานให้กับมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2024
4. ทักษะแห่งอนาคต (Future Skills)
ทักษะแห่งอนาคตเป็นทักษะที่จำเป็นในการทำงานในอนาคต ทักษะเหล่านี้ได้แก่ ทักษะด้านดิจิทัล ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะด้านความยืดหยุ่น ทักษะด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นต้น คนทำงานควรพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้พร้อม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต
5. ความยั่งยืน (Sustainability)
ความยั่งยืนเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในการทำงาน องค์กรต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คนทำงานควรตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการทำงานอย่างยั่งยืน
เทรนด์การทำงานในปี 2024 เหล่านี้ ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ส่งผลต่อการทำงานของคนในยุคดิจิทัล คนทำงานควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อให้สามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จในการทำงาน
เจ้าของ SME หลายคนเลือกเปิดใช้งาน Google Workspace ด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าหน้าเว็บไซต์ของ Google สมัครได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน แค่กรอกข้อมูลและผูกบัตรเครดิตก็เริ่มใช้งานได้ทันที แต่หลังจากผ่านไปสักพัก ปัญหาที่ตามมามักจะเป็นเรื่องการตั้งค่าฟีเจอร์ที่ซับซ้อน การย้ายข้อมูลอีเมลเก่าที่ไม่สมบูรณ์ หรือการติดปัญหาทางเทคนิคใน Admin
วันที่พนักงานลาออก สิ่งที่บริษัทกังวลไม่ใช่แค่การหาคนใหม่มาแทน แต่คือข้อมูลมหาศาลที่อยู่ในบัญชี Google Workspace ของพนักงานคนนั้น ทั้งอีเมลที่คุยกับลูกค้าไฟล์งานสำคัญใน Drive หรือตารางนัดหมายใน Calendar หลายบริษัทชะล่าใจเพราะคิดว่า Google เก็บข้อมูลไว้ให้ 30 วัน
การเลือกแพ็กเกจ Google Workspace ให้บริษัท มักกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหาร เพราะเมื่อดูหน้าเว็บไซต์ของ Google จะพบรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนและศัพท์ภาษาอังกฤษเต็มไปหมด หลายบริษัทเลือกแพ็กเกจ Business Starter เพราะราคาถูกที่สุด แต่เมื่อใช้งานจริงไปเพียง 6 เดือน
ลองเช็กดูเล่น ๆ ไหมว่า ในหนึ่งวัน ทีมขายหรือทีมบริการลูกค้า (CS) ของคุณเสียเวลาไปกับการนั่งจ้องหน้าจอเพื่อ “ร่างอีเมลภาษาอังกฤษ” นานแค่ไหน? หลายบริษัทที่ ecom เข้าไปดูแล พบว่าพนักงานต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันเพียงเพื่อจะเรียบเรียงประโยคให้ดูเป็นมืออาชีพ หรือพยายามแกะเนื้อหาจากอีเมลโต้ตอบภาษาอังกฤษที่ยาวเหยียดจนอ่านไม่หวาดไม่ไหว หากบริษัทคุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่
ทุกปีที่ Google จัดงาน Cloud Next คนส่วนใหญ่มักจะตามข่าวแค่ว่ามีโมเดล AI ตัวใหม่ออกมาอีกกี่ตัว และเก่งขึ้นเท่าไหร่ แต่ปีนี้ประเด็นลึกกว่านั้น เพราะ Google ประกาศชัดว่ายุคของ AI ที่ทำหน้าที่แค่ตอบคำถามกำลังจะจบ
ในยุคที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันดึงดูดความสนใจ สิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะถูกจดจำหรือถูกมองข้าม มักขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือคุณเล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน หลายคนอาจเคยเห็นเทคโนโลยี Projection Mapping หรือผลงาน Immersive & Installation ระดับโลกผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเคยได้สัมผัสประสบการณ์แสง สี เสียง
ในยุคที่ข้อมูลถาโถม (Information Overload) การหาคำตอบที่ถูกต้องจากเอกสารนับร้อยหน้าอาจใช้เวลาทั้งวัน ecom ขอเสนอหลักสูตรที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของทีมคุณไปตลอดกาล ด้วยพลังของ Grounded AI คอร์ส NotebookLM ใช้ AI ย่อยข้อมูลในองค์กร จบในคอร์สเดียว
ยกระดับการทำงานของทีมในยุค AI ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การใช้ Gemini ผู้ช่วยอัจฉริยะใน Google Workspace เพื่อลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการทำงาน ผ่านการบรรยายและการสาธิตการใช้งานจริง ช่วยให้ทีมของคุณใช้งาน Gemini ได้จริงในทุกแอปของ Google