ฟีเจอร์ Self-share ของ Google
ฟีเจอร์ใหม่ในระบบปฏิบัติการ Android 13 ที่ช่วยให้คุณแชร์ไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ของคุณได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับฟีเจอร์ AirDrop ของ Apple แต่ใช้งานง่ายกว่า
ฟีเจอร์ Self-share ทำงานโดยอาศัยการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth ระหว่างอุปกรณ์ของคุณ โดยอุปกรณ์ทั้งสองต้องเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi เดียวกันหรืออยู่ในระยะ Bluetooth ใกล้เคียงกัน
เมื่อต้องการแชร์ไฟล์โดยใช้ฟีเจอร์ Self-share ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้
- บนอุปกรณ์ที่คุณต้องการส่งไฟล์
- ให้เปิดไฟล์ที่ต้องการแชร์
- แตะที่ไอคอนแชร์ เลือก “Self-share”
- เลือกอุปกรณ์ที่คุณต้องการส่งไฟล์ไป อุปกรณ์ที่คุณต้องการส่งไฟล์ไปจะแสดงขึ้นในรายการอุปกรณ์ที่มองเห็นได้
- แตะที่อุปกรณ์นั้นเพื่อเริ่มการแชร์
ฟีเจอร์ Self-share มีข้อดีหลายประการ ดังนี้
- ใช้งานง่าย: ฟีเจอร์ Self-share ใช้งานง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานการตั้งค่าใดๆ เพิ่มเติม
- ปลอดภัย: ฟีเจอร์ Self-share ปลอดภัยด้วยการเข้ารหัส AES-256
- รวดเร็ว: ฟีเจอร์ Self-share โอนไฟล์ได้อย่างรวดเร็วโดยใช้การเชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth
คุณสามารถใช้ฟีเจอร์ Self-share เพื่อแชร์ไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ของคุณได้หลากหลาย เช่น
- แชร์รูปภาพหรือวิดีโอจากโทรศัพท์ของคุณไปยังแท็บเล็ตของคุณเพื่อดูบนหน้าจอขนาดใหญ่
- แชร์เอกสารจาก Chromebook ของคุณไปยังโทรศัพท์ของคุณเพื่อแก้ไขบนหน้าจอขนาดเล็ก
- แชร์ไฟล์งานจากโทรศัพท์ของคุณไปยังคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อพิมพ์
ฟีเจอร์ Self-share เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ที่ช่วยให้คุณสามารถแชร์ไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ของคุณได้อย่างง่ายดายและสะดวกยิ่งขึ้น
เจ้าของ SME หลายคนเลือกเปิดใช้งาน Google Workspace ด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าหน้าเว็บไซต์ของ Google สมัครได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน แค่กรอกข้อมูลและผูกบัตรเครดิตก็เริ่มใช้งานได้ทันที แต่หลังจากผ่านไปสักพัก ปัญหาที่ตามมามักจะเป็นเรื่องการตั้งค่าฟีเจอร์ที่ซับซ้อน การย้ายข้อมูลอีเมลเก่าที่ไม่สมบูรณ์ หรือการติดปัญหาทางเทคนิคใน Admin
วันที่พนักงานลาออก สิ่งที่บริษัทกังวลไม่ใช่แค่การหาคนใหม่มาแทน แต่คือข้อมูลมหาศาลที่อยู่ในบัญชี Google Workspace ของพนักงานคนนั้น ทั้งอีเมลที่คุยกับลูกค้าไฟล์งานสำคัญใน Drive หรือตารางนัดหมายใน Calendar หลายบริษัทชะล่าใจเพราะคิดว่า Google เก็บข้อมูลไว้ให้ 30 วัน
การเลือกแพ็กเกจ Google Workspace ให้บริษัท มักกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหาร เพราะเมื่อดูหน้าเว็บไซต์ของ Google จะพบรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนและศัพท์ภาษาอังกฤษเต็มไปหมด หลายบริษัทเลือกแพ็กเกจ Business Starter เพราะราคาถูกที่สุด แต่เมื่อใช้งานจริงไปเพียง 6 เดือน
ลองเช็กดูเล่น ๆ ไหมว่า ในหนึ่งวัน ทีมขายหรือทีมบริการลูกค้า (CS) ของคุณเสียเวลาไปกับการนั่งจ้องหน้าจอเพื่อ “ร่างอีเมลภาษาอังกฤษ” นานแค่ไหน? หลายบริษัทที่ ecom เข้าไปดูแล พบว่าพนักงานต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันเพียงเพื่อจะเรียบเรียงประโยคให้ดูเป็นมืออาชีพ หรือพยายามแกะเนื้อหาจากอีเมลโต้ตอบภาษาอังกฤษที่ยาวเหยียดจนอ่านไม่หวาดไม่ไหว หากบริษัทคุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่
ทุกปีที่ Google จัดงาน Cloud Next คนส่วนใหญ่มักจะตามข่าวแค่ว่ามีโมเดล AI ตัวใหม่ออกมาอีกกี่ตัว และเก่งขึ้นเท่าไหร่ แต่ปีนี้ประเด็นลึกกว่านั้น เพราะ Google ประกาศชัดว่ายุคของ AI ที่ทำหน้าที่แค่ตอบคำถามกำลังจะจบ
ในยุคที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันดึงดูดความสนใจ สิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะถูกจดจำหรือถูกมองข้าม มักขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือคุณเล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน หลายคนอาจเคยเห็นเทคโนโลยี Projection Mapping หรือผลงาน Immersive & Installation ระดับโลกผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเคยได้สัมผัสประสบการณ์แสง สี เสียง
ในยุคที่ข้อมูลถาโถม (Information Overload) การหาคำตอบที่ถูกต้องจากเอกสารนับร้อยหน้าอาจใช้เวลาทั้งวัน ecom ขอเสนอหลักสูตรที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของทีมคุณไปตลอดกาล ด้วยพลังของ Grounded AI คอร์ส NotebookLM ใช้ AI ย่อยข้อมูลในองค์กร จบในคอร์สเดียว
ยกระดับการทำงานของทีมในยุค AI ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การใช้ Gemini ผู้ช่วยอัจฉริยะใน Google Workspace เพื่อลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการทำงาน ผ่านการบรรยายและการสาธิตการใช้งานจริง ช่วยให้ทีมของคุณใช้งาน Gemini ได้จริงในทุกแอปของ Google