สารบัญ หรือ Table of Content เหมือนไกด์นำเที่ยวของเอกสาร
ช่วยให้คุณค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และ Google Docs มีฟีเจอร์สร้างสารบัญอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการทำงานได้มาก
บทความนี้จะสอนวิธีสร้าง Table of Content ใน Google Docs อย่างง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับและเทคนิคที่จะทำให้สารบัญของคุณดูน่าอ่านและน่าสนใจยิ่งขึ้น
1. กำหนดรูปแบบหัวเรื่องในเอกสารของคุณให้เรียบร้อยก่อน
ก่อนจะสร้างสารบัญ เราต้องมากำหนด Heading หรือ หัวเรื่องกันก่อน ถ้าสารบัญเป็นเหมือนไกด์นำเที่ยว หัวเรื่องก็เหมือนป้ายบอกทางให้ไกด์นำเที่ยวนั่นเอง
1. ที่แถบเครื่องมือใน Google Doc ไปที่แถบในกรอบสีดำตามรูปเลย
2. จะเจอแถบเมนู ให้เลือกประเภทของ Heading ได้เลย
Heading 1 จะเป็นหัวข้อหลัก
Heading 2 และ 3 จะเป็นหัวข้อรองลงมาตามลำดดับ
เมื่อสร้าง Heading เสร็จแล้ว จะได้หน้าตาแบบนี้เลย
2. ได้เวลาแทรก Table of Content กันแล้ว
ไปที่ เมนู แทรก หรือ Insert ที่ด้านล่างสุดจะมีเมนู Table Of Content
เมื่อแทรกแล้ว Table of Content จะขึ้นมาในหน้าเอกสารที่เราเลือก
จะมีทั้งหมด 3 แบบ 3 สไตล์เลยย
สุดท้ายแล้วว มาตกแต่งสารบัญของคุณกัน
- เปลี่ยนขนาดตัวอักษร
- เปลี่ยนสี
- เปลี่ยน Font หรือ รูปแบบ
อยากให้สารบัญของคุณเป็นแบบไหน เลือกได้เลย
มาแถมเกร็ดตกแต่งเอกสารให้น่าอ่าน
1. เพิ่ม Footnote สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมได้นะ
ไปที่ Insert แล้วเลือกเมนู Footnote ได้เลย
2. เพิ่มเลขหน้าของเอกสารกันเลย
ไปที่เมนู Insert เลื่อนหาเมนูที่ชื่อ Page Number ได้เลย
3. เปลี่ยนรูปแบบเส้นในสารบัญ
- ไปที่ไอคอน 3 จุดแนวตั้งด้านข้างสารบัญ
- คลิ้กเลือก More Option
- Table Option จะขึ้นมาที่ด้านขวามือ จะพบเมนู Show Tab Leader เลือกรูปแบบเส้นที่ต้องการได้เลย
“Table of Content” คือตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เอกสารของคุณดูเป็นมืออาชีพ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที คุณก็สามารถมี Table of Content ได้แล้ว อย่าลืมทดลองสร้างดูนะครับ
เจ้าของ SME หลายคนเลือกเปิดใช้งาน Google Workspace ด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าหน้าเว็บไซต์ของ Google สมัครได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน แค่กรอกข้อมูลและผูกบัตรเครดิตก็เริ่มใช้งานได้ทันที แต่หลังจากผ่านไปสักพัก ปัญหาที่ตามมามักจะเป็นเรื่องการตั้งค่าฟีเจอร์ที่ซับซ้อน การย้ายข้อมูลอีเมลเก่าที่ไม่สมบูรณ์ หรือการติดปัญหาทางเทคนิคใน Admin
วันที่พนักงานลาออก สิ่งที่บริษัทกังวลไม่ใช่แค่การหาคนใหม่มาแทน แต่คือข้อมูลมหาศาลที่อยู่ในบัญชี Google Workspace ของพนักงานคนนั้น ทั้งอีเมลที่คุยกับลูกค้าไฟล์งานสำคัญใน Drive หรือตารางนัดหมายใน Calendar หลายบริษัทชะล่าใจเพราะคิดว่า Google เก็บข้อมูลไว้ให้ 30 วัน
การเลือกแพ็กเกจ Google Workspace ให้บริษัท มักกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหาร เพราะเมื่อดูหน้าเว็บไซต์ของ Google จะพบรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนและศัพท์ภาษาอังกฤษเต็มไปหมด หลายบริษัทเลือกแพ็กเกจ Business Starter เพราะราคาถูกที่สุด แต่เมื่อใช้งานจริงไปเพียง 6 เดือน
ลองเช็กดูเล่น ๆ ไหมว่า ในหนึ่งวัน ทีมขายหรือทีมบริการลูกค้า (CS) ของคุณเสียเวลาไปกับการนั่งจ้องหน้าจอเพื่อ “ร่างอีเมลภาษาอังกฤษ” นานแค่ไหน? หลายบริษัทที่ ecom เข้าไปดูแล พบว่าพนักงานต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันเพียงเพื่อจะเรียบเรียงประโยคให้ดูเป็นมืออาชีพ หรือพยายามแกะเนื้อหาจากอีเมลโต้ตอบภาษาอังกฤษที่ยาวเหยียดจนอ่านไม่หวาดไม่ไหว หากบริษัทคุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่
ทุกปีที่ Google จัดงาน Cloud Next คนส่วนใหญ่มักจะตามข่าวแค่ว่ามีโมเดล AI ตัวใหม่ออกมาอีกกี่ตัว และเก่งขึ้นเท่าไหร่ แต่ปีนี้ประเด็นลึกกว่านั้น เพราะ Google ประกาศชัดว่ายุคของ AI ที่ทำหน้าที่แค่ตอบคำถามกำลังจะจบ
ในยุคที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันดึงดูดความสนใจ สิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะถูกจดจำหรือถูกมองข้าม มักขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือคุณเล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน หลายคนอาจเคยเห็นเทคโนโลยี Projection Mapping หรือผลงาน Immersive & Installation ระดับโลกผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเคยได้สัมผัสประสบการณ์แสง สี เสียง
ในยุคที่ข้อมูลถาโถม (Information Overload) การหาคำตอบที่ถูกต้องจากเอกสารนับร้อยหน้าอาจใช้เวลาทั้งวัน ecom ขอเสนอหลักสูตรที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของทีมคุณไปตลอดกาล ด้วยพลังของ Grounded AI คอร์ส NotebookLM ใช้ AI ย่อยข้อมูลในองค์กร จบในคอร์สเดียว
ยกระดับการทำงานของทีมในยุค AI ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การใช้ Gemini ผู้ช่วยอัจฉริยะใน Google Workspace เพื่อลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการทำงาน ผ่านการบรรยายและการสาธิตการใช้งานจริง ช่วยให้ทีมของคุณใช้งาน Gemini ได้จริงในทุกแอปของ Google